โรคเก๊าและการควบคุมอาหารของผู้ป่วยโรคเก๊า

โรคเก๊า คือ โรคที่เกิดจากภาวะที่กรดยูริคในเลือดมีปริมาณสูงเกินไป เกินกว่าที่จะสามารถอยู่ในเลือดในรูปสารละลายได้ จึงมีการตกตะกอนสะสมอยู่ตามที่ต่างๆ เช่นตกตะกอนภายในข้อ กระดูก หัวแม่-เท้า เป็นต้น โดยเฉพาะในที่ที่มีอากาศเย็นกว่าบริเวณอื่น เช่น ตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบ หรือ ตามศอก หลังเท้า หลังมือ ทำให้เกิดปุ้มก้อนเกิดขึ้น

โรคเก๊าและการควบคุมอาหารของผู้ป่วยโรคเก๊าhttp://www.joelookyoung.com/

อาการของโรคเก๊า

อาการของเก๊าท์ที่สำคัญคือ ข้ออักเสบ มักเกิดที่บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า เป็นต้น โดยข้อที่อักเสบ จะบวม แดง ร้อน และปวดมาก ชัดเจน (ถ้าข้อที่ปวด ไม่บวม แดง ร้อน หรือมีอาการไม่ชัดเจนให้สงสัยไว้ ก่อนว่าไม่ใช่เก๊าท์) โดยมากมักเป็นข้อเดียวและมีอาการอักเสบอยู่ประมาณ 5-7 วัน อาการจะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เอง จนหายสนิท ระหว่างที่ไม่มีอาการ จะไม่มีความผิดปกติใด ๆ ให้เห็น เมื่อข้ออักเสบขึ้นใหม่ จะมีอาการเช่นเดิมอีก อาการจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นมากขึ้น อาการข้ออักเสบจะเป็นมากขึ้นหลายข้อมากขึ้น เป็นนานและรุนแรงขึ้น รวมทั้งเกิดปุ่มก้อนของยูริค สะสมมากขึ้น ผู้ป่วยระยะนี้มักมีไตวายร่วมด้วย

 

การควบคุมอาหารของผู้ป่วยโรคเก๊า

อาหารที่ทานได้ปกติ อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย ( 0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
1. ข้าว ข้าวโพด
1. นมและผลิตภัณฑ์จากนม
2. ไข่
3. ธัญญพืชต่าง ๆ
4. ผักต่าง ๆ
5. ผลไม้ต่าง ๆ
6. น้ำตาล
7. ผลไม้เปลือกแข็ง(ทุกชนิด)
8. ไขมัน
9. โยเกิร์ต

อาหารทานได้แต่อย่ามาก อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (50-150 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
1. เนื้อหมู
2. เนื้อวัว
3. ปลากระพงแดง
4. ปลาหมึก
5. ปู
6. ถั่วลิสง
7. ใบขี้เหล็ก
8. สะตอ
9. ข้าวโอ๊ต
10. ผักโขม
11. เมล็ดถั่วลันเตา
12. หน่อไม้

อาหารที่ควรงดเด็ดขาด อาหารที่มีพิวรีนสูง (150 มิลลิกรัมขึ้นไป)
1. ไก่ ได้แก่ เนื้อไก่ หัวใจไก่ ตับไก่ กึ๋นไก่
2. เป็ด ห่าน
3. มันสมองวัว
4. หอย
5. หมู ได้แก่ เซ่งจี้ ตับหมู
6. ปลา ได้แก่ ไข่ปลา ปลาดุก ปลาไส้ตัน ปลาขนาดเล็ก ปลาอินทรีย์ ปลาซาดีนกระป๋อง
7. น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ น้ำซุปต่าง ๆ
8. ซุปก้อน
9. ยีสต์
10. กุ้งชีแฮ้
11. ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแระ
12. เห็ด
13. กระถิน
14. ตับอ่อน
15. ชะอม
16. กะปิ
17. ผักยอดทุกชนิด

 

มะเขือเทศ พริกหวาน และอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยทัฟต์สในอเมริกาพบว่า ผู้ที่ทานอาหารที่ทำจากมะเขือเทศ พริกหวานเขียว และผักที่มีวิตามินซีสูง วันละ 2 ถ้วย ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ มีระดับกรดยูริคในเลือดลดลงหลังจากการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้พืชผักสีแดงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระไลโคปีนอาจช่วยลดกรดยูริคได้

 

น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา อะโวคาโด และอาหารที่อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัว
มีงานวิจัยจำนวนมากพบว่า ไขมันไม่อิ่มตัวที่พบในอาหารเหล่านี้อาจช่วยลดกรดยูริค รวมถึงงานวิจัยในแอฟริกาใต้ที่เปิดเผยว่า เมื่อให้ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานไขมันไม่อิ่มตัวแทนไขมันอิ่มตัว พบว่าระดับกรดยูริคในเลือดของพวกเขาลดลง 17.5 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 16 สัปดาห์ นอกจากนี้การได้รับแคลอรีเพิ่มขึ้นจากไขมันไม่อิ่มตัว ยังอาจช่วยลดระดับอินซูลิน ซึ่งช่วยป้องกันโรคเกาต์กำเริบในทางอ้อม

 

น้ำและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
น้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ จะช่วยชำระกรดยูริคออกจากร่างกายได้ แนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>